เมื่อพูดถึงการเล่นหุ้น บางคนจะนึกไปถึงการเฝ้าหน้าจอเทรดทุกวัน การไปนั่งห้องค้าทุกวัน การทำงานหนักทั้งดูกราฟดูผลประกอบการต่างๆ ศึกษาธุรกิจ อ่านข่าว และติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ทั่วโลก

 แน่นอนครับ คนที่เล่นหุ้นเป็นอาชีพจะต้องลงทุน ลงแรง และลงเวลาอย่างมาก เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะเขาเหล่านั้นเล่นหุ้นเป็นอาชีพ รายได้จากหุ้นเป็นรายได้หลักของครอบครัว จำเป็นที่จะต้องรักษา "ทุนรอน" เอาไว้ คือไม่ให้ขาดทุนมาก แต่ต้องกำไรสม่ำเสมอ หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นมืออาชีพที่เล่นหุ้นหรือลงทุนให้กับบุคคลอื่น โดยได้ค่าเหนื่อยเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลกำไร ฯลฯ

แต่สำหรับคนที่มีงานประจำ เราไม่จำเป็นต้องทุ่มเทขนาดนั้น แค่เสียเวลาติดตามข่าวสาร อ่านเว็บบอร์ดหุ้นดังๆ ดูราคาบ้างเป็นครั้งคราว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่เอาชนะดอกเบี้ยและเงินเฟ้อได้อย่างสบาย หรือแม้แต่จะเอาชนะพวกกองทุนต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าใดนัก

จริงๆ แล้ว ถ้าเป้าหมายของเราแค่เอาชนะดอกเบี้ยเงินฝาก การเล่นหุ้นในประเทศไทยเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นคุณภาพดีที่ให้ปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แถมบริษัทยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าหรือเท่ากับ GDP (ผลผลิตมวลรวมของประเทศ) ถ้าลงทุนในหุ้นเหล่านี้เป็นระยะเวลายาวนาน อาจจะทำให้เราเกษียณเร็วกว่ากำหนดได้ด้วยซ้ำ

 ผมเคยซื้อหุ้นปันผลตัวหนึ่งของบริษัทที่ชื่นชอบมานาน และได้ติดตามผลงานของผู้บริหารของบริษัทมาตลอดระยะเวลา 7 ปี จนในที่สุดก็ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ โดยหวังว่าจะได้รับเงินปันผลต่อเนื่อง โดยตอนที่ซื้อคาดว่าจะได้รับเงินปันผลไม่ต่ำกว่าปีละ 8% ของเงินลงทุน ซึ่งนับว่ามากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมากนัก

หลังจากที่ผมเข้าซื้อได้ไม่นาน ราคาหุ้นก็ดิ่งลงอย่างรุนแรงตามสภาพตลาดหุ้นทั่วโลก โดยมูลค่าหายไปเกือบ 50% ภายในหกเดือนทีเดียว แต่ผมก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก เพราะคิดว่าบริษัทน่าจะจ่ายปันผลออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ และบริษัทน่าจะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เพราะสามารถผลิตสินค้าในราคาถูกกว่าคู่แข่งมาก ราคาหุ้นก็น่าจะสะท้อนผลงานของบริษัทได้ในอนาคต

และก็เป็นเช่นนั้นครับ หลังจากนั้นเพียงสองปี ราคาหุ้นได้พุ่งทะยานขึ้นไปเกือบ 3 เท่าของราคาที่ผมได้ซื้อไว้ และเงินปันผลก็เพิ่มจาก 8% ของเงินต้นในปีที่ซื้อ มาเป็น 16% และคาดว่าจะขึ้นไปถึง 30% ในปีถัดไป

 ยังไม่ใช่เท่านั้นครับ หุ้นตัวนี้เรายังสามารถนำมาเครดิตภาษีปันผลได้อีก ซึ่งรายละเอียดผมจะอธิบายให้ฟังในอนาคต แต่รวมๆ แล้ว ผลตอบแทนต่อปีจากเงินปันผลรวมเครดิตภาษีนั้น มากกว่า 23% ของเงินลงทุนเมื่อสองปีก่อนแล้ว

ทั้งหมดนี้ ผมซื้อหุ้นไปเพียงไม่กี่ครั้งในปีแรก แล้วหลังจากนั้นแทบไม่ได้ต้องทำอะไรเลย แค่ติดต่อผลงานของบริษัทปีละสี่ครั้ง ว่ามีอะไรสำคัญที่ทำให้ผลงานบริษัทไม่เป็นไปตามคาดหรือไม่

คิดผลตอบแทนเทียบกับเงินต้นและเวลาที่ใช้ไป นับว่าคุ้มมากครับสำหรับการเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรก 

edit @ 10 May 2010 01:16:54 by นักเล่น "หุ้น"

Comment

Comment:

Tweet